Review: HUBBA - co-working space แห่งแรกของไทย

posted on 20 Jan 2013 01:56 by freelancer directory Knowledge

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2556 ครับเหล่าเพื่อนๆฟรีแลนเซอร์ทั้งหลาย! หวังว่าทุกท่านจะมีเวลาพัก ผ่อนกันบ้างหลังจากตรากตรําทํางานกันมาตลอดปีนะครับผม สําหรับผมนั้น...นอนไข้ขึ้นอยู่ หลายวัน (ป่วยตลอดกาล..ซิกๆ)

เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปใช้บริการของ HUBBA - co-working space แห่ง แรกของไทย เมื่อพูดถึง co-working space นั้นผมจําได้ว่าเมื่อไม่กี่เดือนก่อนที่จะได้รู้จักกับที่ นี่ ผมเพิ่งจะได้ดูข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้มาหมาดๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นบริการที่น่าจะถูกอกถูกใจชาว ฟรีแลนส์ยิ่งนัก และเมื่อทราบว่าในไทยก็มีเหมือนกันจึงไม่รอช้า ได้ไปลองใช้บริการดูและ อยากจะมาแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนๆฟังครับ

About HUBBA

ที่มาของชื่อก็คือ HUB = ศูนย์รวม และ BA = บ้า เมื่อรวมกันแล้วก็คือ ศูนย์รวมคนบ้านั่นเอง (ฮ่า) HUBBA เป็นผู้ให้บริการ co-working space แห่งแรกในประเทศไทย โดยตั้งอยู่ ที่เอกมัยซอย 4 ครับ

เชื่อว่าหลายคนคงเพิ่งเคยได้ยินคําว่า “co-working space” สําหรับคนที่ยังไม่ทราบว่ามัน คืออะไร? co-working space คือ พื้นที่ที่ใช้ทํางานร่วมกันของคนที่มาจากต่างสายงานต่าง อาชีพ จนเกิดเป็นสังคมของคนทํางานขึ้นมาทั้งๆที่ไม่รู้จักกัน โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่ ประกอบอาชีพอิสระ เช่น ศิลปิน, ดีไซน์เนอร,์ นักพัฒนาโปรแกรม, ผู้ประกอบการมือใหม่ เป็นต้น โดยกระแสความนิยมใน co-working space นั้นเกิดขึ้นมานานแล้วในต่างประเทศ ไอเดียและธุรกิจใหม่ๆมากมายเกิดจากการร่วมมือกันของผู้คนเหล่านี้ที่ได้มาพบเจอกันใน co- working space และเหนือไปกว่านั้นการที่แต่ละคนมาจากต่างที่กัน ทําให้เกิดมุมมองที่หลาก หลายในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อีกด้วย
 

การเดินทาง

การเดินทางมายัง HUBBA นั้นสําหรับผมแล้วออกจะลําบากอยู่พอสมควรอันเนื่องมาจากบ้าน อยู่ไกลครับ(อยู่ฝั่งนนท์) ต้องต่อรถเมล์ไปขึ้น BTS แล้วลงที่สถานีเอกมัย จากนั้นเดินมาเข้า ซอยเอกมัย 4 และเดินจนสุดซอย ใช้เวลาเดินเท้าจากสถานีประมาณ 15 นาที หรือสามารถ โบกมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้ามาก็ได้เช่นกัน (ประมาณ 15 บาท)

สําหรับใครถ้าจะขับรถไปควรจะหลีกเลี่ยงช่วงเวลา rush hour อย่างมากเพราะว่าเส้นทางที่จะ ไปนั้นรถติดมากครับ


แผนที่การเดินทางจาก BTS เอกมัย

First impression

HUBBA มีลักษณะเป็น Home office ขนาดพอประมาณ เมื่อเดินเข้ามาข้างในจะพบพนักงานคอยต้อนรับอยู่ที่บริเวณ Reception โดยที่สามารถติดต่อขอให้พาทัวร์ด้านในอีกด้วย สําหรับ บรรยากาศด้านในของ HUBBA นั้นให้ความรู้สึกสบายๆและเป็นกันเอง แต่ก็สงบและเหมาะ กับการมานั่งทํางานเป็นอย่างดี


reception desk

พื้นที่ต่างๆถูกแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ดังนี


- Hot desk area เป็นพื้นที่สําหรับนั่งปั่นงาน โดยที่สามารถเลือกที่นั่งตรงไหนก็ได้ 

hot desk area : สามารถจับจองที่นั่งได้ตามอัธยาศัย (แอร์เย็นมาก)


 Meeting room เป็นห้องปิดสําหรับนั่งประชุมหรือนั่ง ระดมสมองกับทีมงาน

ส่วนของ meeting room จะอยู่ติดกับ hot desk แต่มีผนังกันอยู่


Garden สวนหลังบ้านสําหรับนั่งพักผ่อน ไฮท์ไลท์อยู่ที่ทรัมโปลีนเอาไว้กระโดดเล่นยามเครียด

ทรัมโปลีนในสวน


- Quiet room อยู่บริเวณชั้น 2 สําหรับผู้ที่ต้องการใช้สมาธิมากเป็นพิเศษ

 - Multifunction room ห้องสําหรับ workshop, สัมมนา


สิ่งอํานวยความสะดวกต่างๆในการทํางานก็มีครบครัน ทั้งสัญญาณ WIFI, ปลั๊กไฟ, เครื่อง ถ่ายเอกสาร, สแกนเนอร์, แฟ็กซ์, ขนม ชา กาแฟ, เบียร์ (??), ตู้ล็อคเกอร์, กล่อง รับจดหมาย, ห้องครัว และห้องน้ํา(มีฝักบัว!) เรียกได้ว่ามาตัวเปล่ากับคอม 1 เครื่องก็พอ

เรื่องอาหารการกินนั้นรับรองว่าไม่อดอยากแน่นอนเพราะว่าบริเวณรอบๆ รายล้อมไปด้วย เบอร์เกอรี่, คาเฟ่น่านั่ง, ผับบาร์, ร้านอาหารมากมายย่านเอกมัย แต่ราคาค่อนข้างสูงเหมือน กันเพราะอยู่ย่านใจกลางเมือง อาจต้องพึ่งร้านข้าวแกงที่มีอยู่ประปราย

 

Why co-working space?

บางคนคงจะสงสัยว่า อุตส่าห์ออกมาเป็นฟรีแลนซ์แล้วทําไมจะต้องเดินทางไปทํางานที่อื่นด้วย ไม่ทําที่บ้าน? หรืออาจคิดว่านั่งทํางานตามร้านกาแฟดีกว่า ทําไมต้องไปเสียตังค่าเช่าด้วย?

สําหรับชาวฟรีแลนซ์ที่ทํางานที่บ้าน..ปัญหาอันดับต้นๆที่ต้องเจอในการปรับตัวช่วงแรกก็คือ โรคเหงาครับ (Freelance Isolation) การที่อยู่บ้านคนเดียวและไม่ได้พูดกับใครเลยนานๆ สามารถทําให้คนเราเป็นบ้าได้ ประกอบกับการหลับนอนไม่เป็นเวลาและความเครียดจากงาน ด้วย ซึ่งผมเองก็เคยประสบกับปัญหานี้ในช่วงแรกๆ ถึงกับต้องกําหนดเลยว่าอาทิตย์นึงต้อง ออกไปข้างนอกอย่างน้อย 1–2 วัน ส่วนใหญ่จะเป็นการไปนั่งตามร้านกาแฟ

อย่างไรก็ตาม..การทํางานตามร้านกาแฟนั้น ก็ต้องยอมรับว่าไม่สะดวกเอาซะเลย ปัญหาที่พบ เจอเป็นประจําก็เช่น เน็ทช้าและแพง, ปลั๊กไฟมีไม่พอ, โต๊ะแคบ, คนพลุ่กพล่านทําให้ไม่มีสมาธิ และล่าสุดดูเหมือนทางร้านเหล่านี้อยากจะไล่ที่คนที่ไม่ค่อยสั่งอะไรทาน เพื่อให้เกิดการ หมุนเวียนลูกค้า เมื่อเป็นแบบนี้การใช้พื้นที่ร้านกาแฟนั่งทํางานก็ดูท่าจะไม่เวิร์กซะแล้ว

ความพิเศษอีกอย่างของ co-working space นั่นก็คือ “community” ผู้คนส่วนใหญ่ที่มา ทํางานในพื้นที่นี้ล้วนแต่เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ บางคนอาจเป็นผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งธุรกิจ ซึ่งการที่มีผู้คนที่หลากหลายและมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างอยู่ในพื้นที่เดียวกันอาจ ทําให้เกิดการร่วมมือในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ หรืออาจมีการแลกเปลี่ยนความรู้และไอเดีย ซึ่งกันและกัน หรืออาจได้รู้จักเพื่อนใหม่อีกด้วย! ..ความเป็นไปได้เกิดขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด

Summary

โดยรวมแล้วถูกใจมากครับ ไม่รู้สึกกดดันแบบตอนทํางานประจําในออฟฟิศแต่เหมือนกับมี แรงผลักดันอยู่ตลอดเวลามากกว่าและยังได้มีโอกาสทําความรู้จักคนที่เป็นฟรีแลนซ์เหมือนกัน อีกด้วย คิดว่าในอนาคตคงจะมี co-working space แบบนี้เกิดขึ้นอีกหลายแห่งแน่นอน เนื่องจากว่าคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยอยากที่จะทํางานกันตามออฟฟิศอีกต่อไปและเป็นสถานที่ที่เหล่า ฟรีแลนเซอร์ทั้งหลายจะมารวมกลุ่มกันและอาจได้ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้นครับ

สําหรับฟรีแลนซ์ท่านใดที่สนใจลองไปใช้บริการดูนะครับ เขาเปิดทุกวันจันทร์ถึงอาทิตย์ 9:00 - 22:00 . รายละเอียดสามารถดูเพิ่มเติมได้ที่เวบ www.hubbathailand.com ครับผม

ถ้าเจอผมนั่งอยู่ก็ทักทายกันได้นะครับ ;)

รูปบรรยากาศ:

มุมพักผ่อนและอ่านหนังสือ

ของตกแต่งน่ารักๆ ไม่รู้ว่าโยกแล้วเงินจะไหลออกมาไหม?

ออฟฟิศส่วนตัว ที่นี่เขาปั่นจักรยานมากันมากมายเลยทีเดียว


edit @ 29 Jan 2013 14:28:21 by asuka111

คิดราคายังไงดี?

posted on 01 Nov 2012 02:48 by freelancer in Productivity directory Knowledge

ช่วงนี้งานรัดตัวจนแทบจะหายใจไม่ออก อีกทั้งช่วงก่อนหน้านี้ก็ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ อาเจียรและนอนตายอนาถ จึงทำให้ตารางเวลาของฟรีแลนซ์ตัวน้อยดูจะโหดร้ายมากขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงขอเขียนตอนนี้เป็นบทความแทนละกันนะ

 -- ผู้เขียน



เนื่องจากผมได้รับอีเมล์จากนักวาดสมัครเล่นคนหนึ่งถามถึงเรื่องการคิดราคาว่าจะคิดอย่างไรดี? ผมคิดว่าคำถามนี้คงอยู่ในใจหลายๆคนโดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มรับงานใหม่ๆ จึงได้เขียนบทความนี้เพื่อแชร์ไอเดียและแนวคิดในการ ”คิดราคา” จากประสบการณ์ที่ผ่านมาดูครับ

ทั้งนี้ต้องขอบอกก่อนว่าบางส่วนอาจไม่ถูกต้องก็เป็นได้ ลองใช้วิจารญาณดูด้วยนะครับผม


แนวคิด

การทำงานโดยเฉพาะงานที่มีคนมาจ้างนั้น แน่นอนว่าไม่สนุกไปกว่าการทำงานของตัวเองแน่ๆ แต่เราก็ต้องทำเพื่อหวังค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ส่วนลูกค้าก็จะได้รับงานที่ดีมีคุณภาพ — แฟร์กับทั้งสองฝ่ายสำหรับผมแล้วค่าตอบแทนที่ “สมน้ำสมเนื้อ” นั่นคือรายได้ที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตและมีเหลือเก็บบ้าง นั่นก็คือทำงานหนักแล้วต้องได้ “กำไร” จากการทำงาน งานที่ไม่สนุกและได้ค่าตอบแทนแบบ “เท่าทุน” นั้นจะทำไปทำไมถ้าใจไม่รัก ถ้าใจรักและทำงานแบบเท่าทุนไปเรื่อยๆ แล้วคิดว่าจะดีนั้น.. ขอบอกว่าอุปกรณ์ทำงานที่ใช้ทุกวันก็ยังเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ร่างกายก็ยังเจ็บป่วยได้ แล้วค่าใช้จ่ายที่ต้องมาบำรุงรักษาสิ่งเหล่านี้จะเอามาจากไหนดี? ก็ต้องแบ่งจากกำไรมาเป็นค่าใช้จ่ายสำรองนั่นเองดังนั้นเวลาทำงานต้องได้กำไร อย่าหวังทำงานเท่าทุน งานทำฟรีนี่ปล่อยผ่านได้เลย…


วิธีคิดราคา Step-by-step


1.หาต้นทุนในการใช้ชีวิต

สิ่งแรกที่ควรทำก็คือควรจะรู้ว่าตัวของเรามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เพื่อที่จะสามารถหาต้นทุนในการใช้ชีวิตของเราได้ สิ่งที่ควรเริ่มทำคือเริ่มทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะหาว่าใน 1 ปี เรามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ จากนั้นก็หาค่าเฉลี่ยออกมาเป็นค่าใช้จ่ายต่อเดือน วัน และชั่วโมงได้ ทั้งนี้เวลานำมาคิดให้ตัดรายจ่ายฟุ่มเฟื่อยที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตให้ตัดทิ้งไปก่อนนะครับ นั่นคือต้นทุนในการใช้ชีวิตเฉลี่ยของคุณ จดไว้ก่อน

ต้นทุนชีวิตต่อชั่วโมง = ( รายจ่าย 1 ปี / 365 วัน )/ 8 ชั่วโมงต่อวัน
*ใช้ 8 ชั่วโมงเพราะว่าทำงานวันละ 8 ชั่วโมงครับ (Working hour)

ออ ข้อดีของบัญชีอีกอย่างคือเราจะเห็นว่าเราใช้เงินในหนึ่งเดือนหมดไปกับอะไรซะเยอะด้วยนะครับสมัยผมทำงานใหม่ๆ ค่ารถ+ค่ากินก็ปาเข้าไป 50% ของเงินเดือนแล้ว (ตอนนั้นทำงานออฟฟิศ)


 2. ประเมินระยะเวลาในการทำงาน

หลังจากที่คุยกับกับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ให้ประเมินว่าจะต้องใช้เวลาในการทำงานเท่าไหร่ ทั้งนี้อย่าลืมเผื่อเวลาแก้ไขงานเข้าไปด้วย ( แล้วก็อย่าลืมกำหนดว่าแก้ไขได้กี่ครั้ง เพื่อป้องกันลูกค้าประเภทให้แก้ไขเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด เจ๊งได้เลยครับ )


 3. ราคาทุน

นำ ต้นทุนเฉลี่ยต่อชั่วโมง (1) มาคูณกับระยะเวลางานประเมิน (2) แล้วจะได้ “ราคาต้นทุน” ครับผม แปลว่าถ้าเราทำงานได้ตามชั่วโมงที่ประเมินไว้และเรียกราคานี้ไป เราจะได้ค่าตอบแทนแบบเท่าทุนนั่นเอง แต่จริงๆแล้วในการทำงานมันมีต้นทุนอย่างอื่นด้วยเช่นค่าไฟ แต่ผมไม่ได้นำมารวมครับ ไม่งั้นมันคิดยุ่งยาก


4. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

งานบางอย่างก่อนส่งหรือหลังส่งให้ลูกค้าอาจมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าจัดส่ง, ค่าธรรมเนียม(โอนเงิน) ฯลฯ อย่าลืมรวมเข้าไปด้วย หรือถ้าคุยกับลูกค้าแล้วตกลงจะหารกันก็คิดไปตามนั้นครับ เช่น มีค่าธรรมเนียมในการโอนเงินข้ามประเทศ 7% เป็นต้น


 5. คิดกำไร

ตรงนี้ยากที่สุดแล้วครับ.. คำแนะนำคือลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ครับผม อย่างไรก็ตามก็พอจะแนะนำคร่าวๆได้ดังนี้:
ถ้ามีประสบการณ์ มีชื่อเสียง หรือมีความสามารถพิเศษที่คนอื่นไม่มี สามารถเรียกราคาได้สูง
กลยุทธส่วนตัวเป็นแบบไหน? ถูกเร็วจำนวนมาก (กำไรต่อชิ้นน้อย) หรือ น้อยชิ้นแต่แพง (กำไรต่อชิ้นมาก)
งาน Commercial / Publication มักจะเรียกได้แพงกว่า Personal commission (จ้างส่วนตัว เช่น จ้างวาดรูปให้แฟน เป็นต้น)
งานเร่งควรแพง
อย่ากลัวที่จะลองเรียกราคาเพิ่มขึ้น แต่อย่าโลภเกินความสามารถของตัวเอง 

เมื่อรวม (4) กับ (5) ก็จะได้เป็นราคางานของเราครับ ทั้งนี้ถ้าลูกค้าเห็นด้วยก็เป็นอันเสร็จสิ้นการคิดราคา แต่ถ้าลูกค้าคิดว่าแพงไปก็จะต่อรองราคามา ให้ลองมองดูต้นทุนของเราแล้วดูว่าจะได้กำไรจากงานนี้เยอะไหม ถ้าไม่คุ้มกับเวลาก็บอกปัดงานไปจะดีกว่าครับ


สรุปส่งท้าย

ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับชาวฟรีแลนซ์รับจ๊อบทั้งหลาย (หรือแม้กระทั่งซารารี่มังก็เอาไปประยุกต์ใช้ได้)  ขอย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นแค่แนวคิดส่วนตัวนะครับ ซึ่งในการคำนวณก็อาจไม่ถูกต้องเป๊ะๆตลอดไป อ่านพอเป็นไอเดียแล้วนำไปประยุกต์ใช้กับสูตรการคิดราคาของตัวเองดีที่สุดครับ อย่าลอกการบ้านเพื่อนนะ ฮ่าๆ 
ก่อนจากกันขอแถมตาราง spreadsheet ตัวอย่างการคิดราคา(สมมติ) ไว้ด้วยครับ กันอ่านบทความแล้วงงเพราะผมก็เรียบเรียงไม่ค่อยเก่งนัก ถ้ามีความเห็นอะไรทิ้งไว้ในคอมเม้นท์ได้ครับผม 

 
ตัวอย่างการคิดราคา

EP07: Deadline's Climax

posted on 07 Aug 2012 00:46 by freelancer in Life directory Cartoon
 
 

 

เคยรู้สึกไหมครับว่าเวลาที่เราเร่งรีบมากๆ มักจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ร้อยวันพันปีไม่เคยเกิดขึ้นเลยซึ่งอาจถึงขั้นคอขาดบาดตายได้เลยทีเดียว  คอมิคตอนนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าที่ใช้มานานแล้วของผมเอง ( iMac Late 2006 ) ทำงานอยู่ดีๆพาวเวอร์ซัพพลายระเบิดเฉยเลย...  (แต่ในความจริงมีเครื่องสำรองและแบ็คอัพงานไว้ตลอดครับ ไม่งั้นคงไม่รอดมาเขียน ฮา) 

ในสมัยที่เริ่มทำงานคอมใหม่ๆ ผมค่อนข้างปล่อยปละละเลยเรื่องการจัดการความเสี่ยงของอุปกรณ์ที่ใช้งานเป็นอย่างมาก มีอยู่วันหนึ่งเกิดพายุฝนฟ้าคะนองและไฟกระชากเข้าเครื่องคอมส่งผลให้ฮาร์ดดิสก์ที่ใช้เก็บงานไว้พังจนไม่สามารถกู้ได้ เป็นบทเรียนราคาแพงเตือนใจมาจนทุกวันนี้ให้มั่นแบ็คอัพงานอย่างสม่ำเสมอ 

อุปกรณ์เล็กๆน้อยๆบางชิ้น เช่น สะพานไฟ อย่าคิดว่าไม่สำคัญนะครับ ควรใช้ของดีนิดนึงถึงราคาจะสูงขึ้นบ้างเพราะว่าเราคงไม่อยากให้อุปกรณ์ราคาแพงของเราต้องพังเพราะปลั๊กไฟจีนแดงใช่ไหมครับ? เรื่องสะพานไฟนี่ก็เจอกับตัวมาเหมือนกันทำเอาผนังบ้านเป็นรอยไหม้เลยครับ  

 

ป้องกันไว้ดีกว่านะครับ